หน้าหลัก | แผนผังเว็บไซต์ | ติดต่อเรา

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 42 เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ในระยะแรก (พ.ศ. 2515-2527) สสวท. ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินและด้านวิชาการจากโครงการพัฒนาการศึกษาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยในด้านวิชาการ UNDP ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน งานในระยะแรกนี้ สสวท. ได้พัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับประถมศึกษา รวมทั้งหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สายอาชีวศึกษา ริเริ่มโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท)

นอกจากนี้ยังมีงานการพัฒนาครูเพื่อให้สามารถใช้หลักสูตรดังกล่าวจัดการเรียนการสอนได้ สำหรับงานเสริมวิชาการที่ดำเนินการ ได้แก่ งานวิจัยและประเมินผลการพัฒนาหลักสูตร งานพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ งานเทคโนโลยีทางการศึกษา งานพัฒนาศูนย์บริการการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การดำเนินงานในระยะที่สอง (พ.ศ.2528-2541) ในสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทไม่มีรายได้ สสวท. ยังคงดำเนินงานเดิมและมีงานใหม่เพิ่มงานอีกได้ แก่งานพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พัฒนาหลักสูตรสำหรับการสอนคอมพิวเตอร์ศึกษา และดำเนินงานโครงการจัดส่งผู้แทนเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ จากการที่ต้องปฏิบัติตามกฎและระเบียบรัฐวิสาหกิจ ทำให้ขาดความคล่องตัวและไม่เหมาะสมกับหน่วยงานทางการศึกษาที่ไม่แสวงหาผลกำไร

การดำเนินงานในระยะที่สาม (พ.ศ. 2542-ปัจจุบัน) ได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายจัดตั้ง สสวท. ตามประกาศของคณะปฏิวัติ เป็นพระราชบัญญัติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2541 ทำให้ สสวท. มีสถานภาพเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายครอบคลุมเกือบทุกบริบทของการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ในการดำเนินงานจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาชาติ สสวท. จำเป็นต้องศึกษาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก ในบริบทต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้นานาประเทศต่างมุ่ง เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรม และกระบวนการ เพื่อสร้าง “คุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศของตน” โดยใช้ฐานความรู้

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากความสามารถของบุคลากรในการวิจัยและพัฒนา มีกระบวนการทำงานที่ดีและมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง ด้วยการที่บุคลากรขององค์กรมีขีดความสามารถที่ลงมือปฏิบัติได้ มีศักยภาพในการสร้างความแตกต่าง จะเป็นต้นทุนสำคัญ ของประเทศที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้กระแสโลกาภิวัตน์และการไหลเวียนอย่างเสรีทั้งด้านการเงิน ทุนมนุษย์ สินค้า การสื่อสาร และการบริการ มีผลทำให้แต่ละประเทศต้องสร้างความสัมพันธ์ในรูปของเครือข่ายและคู่ความร่วมมือ เพื่อต่อยอดขีดความสามารถของกันและกัน จากผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ โดย The International Institute for Management Development (IMD) เมื่อพิจารณาประเทศในกลุ่มเอเซีย พบว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ในอันดับปานกลางที่สามารถจะพัฒนาให้สูงขึ้นได้ แต่มีอันดับต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้และมาเลเซีย

สำหรับด้านการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย จากการตรวจสอบและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับประเทศต่างๆ ของโลก โดยการเข้าร่วมประเมินผลตามโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น จากการศึกษาร่วมกับนานาชาติในการวัดผลสัมฤทธ์ของนักเรียนชั้น ม.2 จำนวน 40-50 ประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2523-2550 พบว่าเด็กไทยได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร? 55.1, 510, 482, และ 471 คะแนน ในวิชาคณิตศาสตร์ได้ 42.7, 516, 467, และ 441 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติทั้ง 2 วิชา ขณะที่ประเทศในทวีปเอเชียบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีค่าสูงขึ้นต่อเนื่อง (SIMS 1980, SISS 1984, TIMSS 1995, TIMSS 1999, TIMSS 2007) และจากผลการศึกษาร่วมกับ OECD ในการประเมินการรู้เรื่องด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนอายุ 15 ปี ในกลุ่ม ประเทศ OECD และนอก OECD จำนวน 50-60 ประเทศ ในปี พ.ศ. 2543, 2546 และ 2549 ตามโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ป ีมีระดับความรู้ความสามารถลดต่ำลง ตามลำดับตลอดการประเมิน

นอกจากนี้ผลการทดสอบ O-NET ที่จัดทำโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ของนักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 ก็พบว่า มีคะแนนเฉลี่ย ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ต่ำกว่าครึ่งทั้งในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา (สทศ. 2550; 2551) ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในรอบแรก ช่วงปี พ.ศ. 2544-2548 พบว่าสถานศึกษาของรัฐร้อยละ 65 ยังไม่ได้มาตรฐานทั้งในด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้านปริมาณและคุณภาพของครูผู้สอน และด้านความสามารถบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งสถานศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาขยายโอกาส (สมศ. 2549) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ถือว่าเป็นฐานรากของการพัฒนาประเทศ ในยุคสังคมเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและความรู้

ข้อมูลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการดำเนินงานจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยคือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในแผนฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ โดยมุ่งให้เกิดการเสริมสร้างความรู้ตามความเหมาะสมของคนทุกกลุ่มทุกวัย เพื่อให้สามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่สังคมฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง เร่งสร้างกำลังคนที่มีความเป็นเลิศในการสร้างสรรค์ นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปใช้ประโยชนในการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนานักวิจัยและสร้างปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิทยาการทุกแขนงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสังคมไทย เพื่อเป็นแกนนำในการพัฒนาประเทศ โดยกำหนดเป้า หมายไว้ว่าผลสัมฤทธ์ทางการเรียนวิชาหลักของทุกระดับต้องสูงกว่าร้อยละ 55 และจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 10 คนต่อประชากร 10,000 คน

ในส่วนของการกำหนดนโยบายรัฐบาลและของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลต่อการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่ต้องนำมาประกอบการวางแผนและกำหนดทิศทาง ได้แก่การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะแผนปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ที่มุ่งเน้นด้านคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยการขยายโอกาสและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ การจัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึง มัธยมศึกษาตอนปลาย การลงทุนด้านการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาใน 5 วิชาหลัก โดยใช้เกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก ในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

สสวท. เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการจัดการศึกษา
เพื่อให้นักเรียนไทยมีความรู้ความสามารถ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีทัดเทียบกับนานาชาติ

จากแนวทางตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 -2554) นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ สสวท. จึงกำหนดแนวทางในการดำเนินภารกิจให้ครอบคลุมทุกด้านและทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ ซึ่งได้ แก่การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ รวมทั้งเหมาะสมกับผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การพัฒนาและจัดหาสื่อหลากหลายรูปแบบ ให้พอเพียงต่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาครูให้มีความรู้ ทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ตัดสินใจได้โดยใช้เหตุผลและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ด้านการคัดเลือกและส่งเสริมเด็กที่มีอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีและเร่งรัดการผลิตกำลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสร้างแกนนำในการพัฒนาประเทศ ด้านการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะมีผลให้มีผู้สนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ความคิดของประชาชนส่วนใหญในสังคมเป็นแบบวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้การที่จะดำเนินภารกิจทุกด้านให้บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวังไว้ สสวท. จำเป็นต้องมีภารกิจด้านการสร้างสมรรถนะขององค์กรควบคู่กันไป ซึ่งประกอบด้วยการยกขีดความสามารถการบริหารจัดการองค์กร ระบบงานกระบวนการปฏิบัติงาน รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความสามารถสูงขึ้น มีการเรียนรู้และร่วมมือร่วมใจ มีคุณธรรมจริยธรรม จิตสาธารณะ ตลอดจนมีความภักดีต่อองค์กร

Go top